วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2553

KEEP WALKING‏

ไม่กล้า ก็ไม่มีวันเดินหน้า
Nothing ventured, nothing gained.
วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์

เพียงเมื่อท่านหยุดก้าว ท่านก็เริ่มถอยหลังแล้ว
When you stop advancing, you've already begun to retreat.
ดร.เทียม โชควัฒนา

คนเราไม่มีใครล้มเหลว มีแต่ล้มเลิกต่างหาก
There are no failures, only people who have given up.
นิรนาม

ผมยอมไม่ได้ ถ้าไม่ยอมพยายาม
I can't accept not trying.
เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

ผมเป็นคนเดินช้า แต่ผมไม่เคยเดินถอยหลัง
I am a slow walker, but I never walk backwards.
อับราฮัม ลินคอล์น

โลกทั้งโลกเปิดทางให้กับคนที่รู้ว่าตัวเองจะเดินไปทางไหน
The whole world steps aside for the man who knows where he is going.
นิรนาม

หนทางไกลนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรก
A joumey of a thousand miles must begin with a single step.
เล่าจื๊อ

อย่ากลัวที่จะก้าวไปช้า ๆ จงกลัวที่จะอยู่นิ่งเฉย
Do not be afraid of going slowly, be afraid only of standing still.
ภาษิตจีน

ถ้าไม่หาทาง ก็ต้องสร้างมันขึ้นมา
We will either find a way or make one.
ฮานิบาล

อย่าคิดว่าคุณจะเดิน เดินไปเลย
Don't just think you'll walk, WALK.
ปรเมศวร์ มินศิริ

คนเราแก้อดีตไม่ได้ แต่อาจเปลี่ยนอนาคตได้
We can't correct the past, But we might change the future.
วรินทร์ เลียววาริณ

การเริ่มต้นเป็นเรื่องยาก แต่การก้าวต่อไปเป็นเรื่องยากกว่า
Getting started is hard, but the next step is harder.
ถกลเกียรติ วีรวรรณ

คำว่า ดีที่สุด มีไว้สำหรับงานต่อไปเสมอ
The word 'Best' is always there for the next start.
ดวงฤทธิ์ บุนนาค

อย่ากลัวล้มทั้งๆที่ยังไม่ได้เริ่มเดิน
Don't think that you're gonna lose when you don't even start
ณัฐจิระ ฮอนดา

ความผิดพลาดในอดีต คือบทเรียนสำหรับในอตาคต
The falling of yesterday are the learning of tommorrow.
โรเบอร์โต บักจิโอ

แม้แต่ปลา ต้องว่ายทวนน้ำเพื่ออยู่รอด
Fish swim against the tide to survive.
นักปราชญ์

ถ้าไม่ใช่คุณแล้วใคร ถ้าไม่ใช่เดี๋ยวนี้แล้วเมื่อไหร่
If not you who? If not now when?
แกรี่ เฮอร์เบิร์ท

ทางเดียวที่จะถึงเส้นชัย คือก้าวต่อไปข้างหน้า
The only way to reach the goal is moving forward.
นักกีฬาสมัครเล่น

คว้าทุกโอกาสให้ได้
Seize the day.
โฮเรซ

ผมไปได้ทุกที่ ขอเพียงแต่ต้องไปข้างหน้า
I'll go anywhere as long as it's forward.
ดร.ลิฟวิ่งสโตน

อย่ากลัวที่จะก้าวยาว ๆ เมื่อต้องข้ามอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่
Don't be afraid to take a big step…you can't cross a chasm in two small jumps.
เดวิด ลอยด์ จอร์จ

ความใฝ่ฝัน ไม่เคยหยุดยั้ง
Ambition never comes to an end.
โยชิดะ เคนโกะ

ความเสี่ยงที่สุด คือการไม่กล้าเสี่ยงเลย
The biggest risk is not to take the risk at all.
ราอูล กราเซีย บราโว

จับจ้องที่จุดหมาย ไม่ใช่ที่อุปสรรค
One should keep one's eyes on one's destination, not on where one stumbled.
สุภาษิตไนจีเรีย

ความล้มเหลวที่สุด คือการไม่กล้าแม้แต่จะลองทำ
เซอเรน คีร์เคอกอร์

ถ้าเดินตามรอยเท้าคนอื่น ก็ไม่มีรอยเท้าเป็นของตนเอง
To dare is to lose one's footing momentarily. Not to dare is to lose oneself.
มูลเรลสตรอด

วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

10 บุคคลตัวอย่าง
























เหตุการณ์บังเอิญที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต

ผมกำลังเดินอยู่บนถนนท่ามกลางแสงไฟสลัวในช่วงโพล้เพล้ของวันหนึ่ง
พลันได้ยินเสียงร้องอู้อี้เหมือนถูก ผ้าอุดปากดังออกมาจากหลังพงไม้

อารามตกใจ ผม ชะลอฝีเท้าเพื่อฟัง และรู้สึกตื่นตระหนก เมื่อรู้ว่าเสียงที่ผมได้ยินคือเสียงการต่อสู้กันอย่างแน่นอน มีทั้งเสียงตะคอก และเสียงเสื้อผ้าฉีกขาด

มีหญิงกำลังถูกทำร้าย ห่างจากจุดที่ผมยืนไม่กี่เมตร
ผมควรเข้าไปยุ่งดีหรือเปล่า ผมรู้สึกหวั่นกับสวัสดิภาพของตัวเอง
และนึกตำหนิตัวเองที่ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางกลับบ้านใหม่กะทันหัน


ผมควรจะเข้าไปช่วยหรือแค่วิ่งไปยังโทรศัพท์เครื่องที่ใกล้ที่สุด
เพื่อโทรแจ้งตำรวจ


.......เสียงร้องของเด็กผู้หญิงเริ่มเบาลง
ผมรู้ทันทีว่าจะต้องรีบทำอะไรสักอย่าง

ผมจะเดินหนีเหตุการณ์นี้ไปได้อย่างไร
เอาล่ะ
...ผมตัดสินใจได้แล้ว ผมไม่อาจหันหลังให้กับชะตาของผู้หญิงที่ไม่รู้จักคนนี้ได้
แม้มันหมายถึง การเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยง
ผมไม่ใช่คนกล้า และไม่ใช่นักกีฬา

ผมไม่รู้ว่าความกล้าและพละกำลังในตัวนั้นมาจากไหน
แต่ทันทีที่ตัดสินใจช่วยเธอ ผมดูเหมือนจะเปลี่ยนไป

ผมวิ่งไปหลังพุ่มไม ้และดึงเจ้าวายร้ายออกมาจากร่างของหญิงสาว เราต่อสู้กันจนกลิ้งไปกับพื้นทั้งคู่ และปล้ำสู้กันอยู่สักพักหนึ่ง
ในที่สุดเจ้าตัวร้ายก็ลุกขึ้นและวิ่งหนีไป

ผมหอบฮักๆ และพยายามตะเกียกตะกาย ไปหาเด็กผู้หญิง ซึ่งนอนหมอบ ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่หลังต้นไม้ท่ามกลางความมืด
ผมแทบไม่เห็นตัวเธอเลย แต่มีความรู้สึกว่าเธอต้องกำลังตกใจกลัวจนตัวสั่นอยู่แน่นอน
ด้วยไม่อยากจะให้เธอตกใจมากไปกว่านี้
ผมจึงพูดกับเธอในระยะไกลๆ 'ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว' ผมปลอบ

'มันวิ่งหนีไปแล้ว คุณปลอดภัยแล้วตอนนี้'

……..เธอเงียบไปสักพัก
แล้วผมก็ได้ยินเธอเปล่งเสียงออกมาด้วยความประหลาดใจ
'พ่อคะ นั่นพ่อเหรอคะ'
แล้วผู้ที่ก้าวออกมาจากหลังต้นไม้ก็คือ แคเธอรีน ลูกสาวคนเล็กของผมเอง ...

จะเกิดอะไรขึ้น หากชายผู้นี้ลังเลที่จะไม่ช่วยเด็กหญิงที่กำลังถูกทำร้าย ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ก็คือลูกของตัวเอง ???

(จากหนังสือที่รวบรวมเหตุการณ์บังเอิญที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต
และติดอันดับ best seller ในสหรัฐฯ)

** ต่อไปคุณคงจะไม่ลังเลที่จะช่วยเหลือคนแน่นอน

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ชีวิตคุณยังคงมีค่าอยู่หรือเปล่า



นักพูดที่เป็นที่รู้จักกันดีท่านหนึ่ง
ได้เริ่มหยุดการสัมมนาของเขาโดยการ หยิบแบงค์ 20 ดอลลาร์ขึ้นมา

ในห้องมีผู้เข้าร่วมประชุม 200 ท่าน
แล้วเขาก็พูดว่า "ใครอยากได้แบงค์ 20 นี้บ้าง"

มือได้ถูกยกขึ้นเป็นจำนวนมาก และเขาก็พูดต่อว่า
"ฉันจะให้แบงค์ 20 นี้กับหนึ่งในพวกท่าน แต่ครั้งแรกนี้ฉันจะทำอย่างนี้"

เขาเริ่มที่จะขยำๆ เงินนั้นแล้วเขาก็ถามอีกว่า "ใครจะยังต้องการมันอีก"
ยังคงมีมือที่ยกขึ้นอีก "ดี" เขาตอบ

"แล้วถ้าฉันทำอย่างนี้ล่ะ" และเขาก็ทิ้งมันลงที่พื้น
และเริ่มเหยียบย่ำมันด้วยรองเท้าของเขา
แล้วเขาก็เก็บขึ้นมา ขณะนี้มันทั้งยับยู่ยี่และสกปรก
"ตอนนี้ ใครยังต้องการมันอีก" ก็ยังคงมีคนยกมืออีก

"เพื่อนๆ คุณได้เรียนรู้บทเรียนที่มีคุณค่ามากที่สุดบทหนึ่งแล้วว่า
ไม่ว่าฉันจะทำอะไรกับเงิน คุณก็ยังต้องการมันอยู่
เพราะว่ามันไม่ได้ลดคุณค่าในตัวมันลงเลย
มันก็ยังคงมีค่า 20 ดอลล์ อยู่นั่นเอง

เหมือนกับหลายๆ ครั้งในชีวิตของเรา
ที่ถูกทิ้ง, ถูกเหยียบย่ำ และถูกทำให้สกปรกโดยสิ่งที่เราตัดสินใจทำมัน
และสภาพแวดล้อมที่เราเจอ ทำให้เรารู้สึกว่าคุณค่าของเราลดน้อยลง
แต่ไม่ว่าอะไรที่ได้เกิดขึ้น หรืออะไรที่จะเกิดขึ้นคุณไม่เคยสูญเสียคุณค่าของคุณ
คุณเป็นคนพิเศษ -- อย่าลืมมันตลอดไป

"อย่านำความผิดหวังของเมื่อวานมาบดบังความฝันในวันพรุ่งนี้"

อยากรู้ไหม...มีอะไรในมือพ่อ



เริ่มจากการที่คุณพ่อเรียกลูกสาวเข้าไปพบ และบอกกับลูกสาวว่า


คุณพ่อ : "พ่อมีอะไรจะให้ดู เป็นของสำคุญมากนะ"

แล้วคุณพ่อก็หยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อ โดยกำสิ่งของไว้ในมือ ไม่ให้ลูกมองเห็น และคุณพ่อก็ถามลูกสาวว่า

คุณพ่อ : "อยากรู้มั้ยว่ามีอะไรในมือพ่อ"

ลูกสาวพยักหน้า พ่อเลยยื่นข้อเสนอว่า


คุณพ่อ : งั้นเอามือเขกพื้น 3 ที

พอลูกเขกเสร็จตามที่พ่อบอก คุณพ่อพูดอีกว่า


คุณพ่อ : "ไม่พอเปลี่ยนเป็น 5 ทีดีกว่า"

ลูกก็เขกพื้นอีก 5 ที พ่อก็พูดต่อว่า


คุณพ่อ : "เปลี่ยนเป็น 10 ทีดีกว่า"

ลูกก็เขกพื้นอีก 10 ที พอเขกเสร็จพ่อพูดอีกว่า


คุณพ่อ : "เพิ่มเป็น 15 ทีละกัน"

ด้วยความอยากรู้ ลูกสาวยอมเขกพื้นเพิ่มเป็น 15 ที พร้อมพูดกับพ่อว่า


ลูกสาว : "ลูกอยากรู้จริงๆว่าในมือพ่อมันคืออะไร"

พ่อเลยแบมือออก เผยให้เห็นเหรียญ 5 บาทธรรมดาเหรียญหนึ่ง

หลังจากนั้น คุณพ่อก็เอามือกำเหรียญ 5 บาทเหรียญเดิมอีกครั้ง

และถามลูกสาวว่า อยากดูไหมว่าในมือพ่อมีอะไร ถ้าอยากรู้ต้องเอามือเขกพื้น 5 ที ลูกสาวส่ายหน้า พร้อมกับบอกว่า


ลูกสาว : ไม่อยากดูแล้ว เพราะรู้แล้วว่าในมือพ่อมีอะไร

พ่อเลยต่อรอง


คุณพ่อ : "เขกแค่ 1 ทีก็ได้"

ลูกสาวยังส่ายหน้า พร้อมกับบอกว่า


ลูกสาว : "หนูรู้แล้ว หนูไม่อยากดูแล้ว"

คุณพ่อเลยบอกว่า


คุณพ่อ : "เอางี้ พ่อให้ดูฟรีๆก็ได้ เอาหรือเปล่า"

ฝ่ายลูกสาวตอบว่า


ลูกสาว : "ไม่เอา ไม่รู้จะดูไปทำมัย ก็รู้อยู่แล้วว่าในมือพ่อมีอะไร"

ได้ฟังเช่นนั้น คุณพ่อเลยสอนลูกสาวว่า เหรียญ 5 ก็เปรียบเสมือนกับสิ่งอันพึงหวงแหนของของหญิงสาว

ถ้าใครได้รู้ได้เห็นก่อนเวลาอันควร ก็จะกลายเป็นของไร้ค่าในทันใด

คุณพ่อ : นี่แหละลูก ของอะไรที่ยังคงเป็นความลับ คนมักยอมทำตามทุกอย่างที่จะได้สมความปราถนา

มีความอยากดู อยากรู้ อยากเห็น แต่เมื่อสมปราถนาแล้ว ดูบ่อยๆก็มักจะเบื่อ ให้ดูฟรีๆยังไม่อยากดูเลย

เช่นกันสิ่งที่พึงหวงสำหรับสตรี ก็เป็นสิ่งที่มีค่า ถ้าใครได้รู้ก่อนเวลาอันควร ก็จะไม่มีค่าอะไรอีกต่อไป ไม่ต่างจากเหรียญ 5 บาท ที่พ่อให้ลูกดูฟรีหรอก


แล้วเหรียญ 5 บาทของคุณยังคงมีค่าอยู่หรือไม่

นิทานดีดีเรื่อง แว่นตาสีเขียว



ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่งเป็นคนเจ้าอารมณ์และมักจะปวดศีรษะอยู่เป็นประจำ

วันหนึ่งเขาได้ประกาศว่าจะให้รางวัลอย่างงามแก่คนที่สามารถรักษาอาการปวดศีรษะของเขาได้มีหลายๆ


คนรวมทั้งหมอที่เชี่ยวชาญต่างก็มาและเสนอแนะวิธีรักษาโรคปวดศีรษะของเศรษฐีผู้นี้
แต่ไม่มีใคร สามารถทำให้เขาดีขึ้นได้

อยู่มาวันหนึ่ง มีฤาษีคนหนึ่งมาเยี่ยมท่านเศรษฐี
เศรษฐีได้บอกเกี่ยวกับโรคประจำตัวของเขาให้ฤาษีทราบ ฤาษีจึงบอกกับท่านเศรษฐีว่า

"โธ่เอ๊ย! วิธีรักษาอาการปวดหัวของเจ้ามันง่ายนิดเดียว
นั่นก็คือเจ้าจะต้องมองทุกอย่างให้เป็นสีเขียวตลอดเวลา
แล้วอาการโรคของเจ้าจะหายไป"
เศรษฐีดีใจมากและคิดว่าสิ่งที่ฤาษีแนะนำเขานั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมาก

วันรุ่งขึ้น ท่านเศรษฐีจึงจ้างช่างทาสี หลายร้อยคนมาช่วยกันทาสีของหมู่บ้านให้เป็นสีเขียวทั้งหมด

นอกจากนี้ด้วยความที่รวยมาก ยังซื้อเสื้อผ้า ให้กับคนในหมู่บ้านทุกคนใส่
ในตอนนี้ไม่ว่าท่านเศรษฐีมองไปทางใด ก็จะเป็นสีเขียวตลอดเวลา ตามคำแนะนำของฤาษี

อาการปวดศีรษะของเขา ก็เริ่มดีขึ้นๆ เขาเริ่มเป็นคนยิ้มง่ายและมีความสุขมากขึ้น

สองสามเดือนถัดมา ท่านฤาษีได้กลับมาเยี่ยมเศรษฐีอีกครั้งหนึ่งแต่ก็ต้องเผชิญกับช่างทาสีคนหนึ่งซึ่งร้องตะโกนว่า

"หยุด หยุด ท่านเข้ามาในหมู่บ้านนี้ในชุดนี้ไม่ได้
เดี๋ยวผมจะทาสีท่านให้เป็นสีเขียวก่อน"
ฤาษีก็รีบวิ่งและหนีเข้าไปในบ้านของเศรษฐีได้ในที่สุด
ฤาษีได้พบกับเศรษฐีในบ้านและตำหนิว่า

"ทำไมเจ้าถึงเสียเงินทองและเวลามากมายเพื่อเปลี่ยนสิ่งต่างๆ รอบตัวเจ้าเล่า
เราไม่ได้บอกให้เจ้า ไป ทาสีทุกอย่างให้เป็นสีเขียวเลย
เจ้าเพียงแค่สวมแว่นตาสีเขียวเท่านั้น เจ้าก็จะมองเห็นทุกสิ่ง รอบตัวเป็นสีเขียวแล้ว"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:
"
หากเราต้องการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัว
เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกคนหรือทุกอย่าง
เราเพียงแต่เปลี่ยนตัวของเราเองก่อน
แล้วเราจะพบว่าทุกสิ่งรอบตัวของเราก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน"

ที่มาของมหาวิทยาลัย Standford......................

สุภาพสตรีในชุดกระโปรงผ้าฝ้ายเรียบๆกับสามีของเธอในชุดสูทเนื้อผ้าธรรมดาๆ
ก้าวลงจากรถไฟในชานชาลาสถานีเมืองบอสตัน
ทั้งคู่ยืนรออย่างสงบอยู่หน้าสำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

เลขานุการสาวดูออกในแว่บเดียวว่าสามีภรรยาซอมซ่อคู่นี้มาจากบ้านนอก
และไม่น่ามีธุระอะไรในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแห่งนี้ได้
... หล่อนขมวดคิ้ว

' เราต้องการพบท่านอธิการบดี' สามีกล่าวนุ่มนวล
' ท่านติดนัดตลอดทั้งวัน' เลขาฯสะบัดเสียงเล็กน้อย
' งั้นเราจะรอ' ภรรยาตอบ

เป็นเวลาหลายชั่วโมงที่เลขานุการทำเป็นไม่สนใจ
โดยประมาณว่าทั้งคู่คงทนไม่ได้และกลับไปเอง
แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่
เลขาฯสาวเริ่มไม่แน่ใจจึงต้องรบกวนเวลาท่านอธิการบดี

' พวกเขาคงแค่อยากพบท่านครู่เดียวก็กลับ' หล่อนอธิบาย

ท่านอธิการบดีถอนใจด้วยความเบื่อหน่ายแล้วก็พยักหน้าอย่างเสียไม่ได้
จริงๆแล้วคนสำคัญระดับท่านอธิการจะมีเวลาพบคนระดับนี้ได้อย่างไร ?
แต่นั่นเถอะนะ ท่านคิด

ดีกว่าปล่อยให้คู่สามีภรรยาบ้านนอกป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ให้ใครต่อใครมาเห็น

ท่านเชิดหน้าอย่างทรงเกียรติใส่ทั้งคู่ ภรรยากล่าวขึ้น

'ลูกชายของเราเคยเรียนในฮาร์วาร์ด 1 ปี
เขารักฮาร์วาร์ดมากและเขาก็มีความสุขกับที่นี่อย่างยิ่ง
แต่เมื่อปีที่แล้วเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต
สามีและดิฉันก็เลยอยากทำอะไรสักอย่างไว้เป็นที่ระลึกถึงเขาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ '
ท่านอธิการไม่รู้สึกร่วมแต่อย่างใด เพียงแต่ช็อคเล็กน้อย

' คุณผู้หญิงเราไม่สามารถสร้างรูปปั้นให้กับทุกคนที่เคยเรียนฮาร์วาร์ดแล้วก็ตาย
หรอกนะ ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ที่นี่คงดูไม่ต่างไปจากสุสานแน่ '

'โอ...ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ ท่านอธิการบดี ' ภรรยารีบอธิบาย
'เราไม่ได้ต้องการจะสร้างรูปปั้น
เราคิดว่าเราจะสร้างตึกให้ฮาร์วาร์ดต่างหาก '

ท่านอธิการกรอกตาไปมา เขามองไปที่ชุดผ้าฝ้ายกับสูทบ้านนอก
'สร้างตึก! พวกคุณรู้ไหมว่าใช้เงินเท่าไรในการสร้างตึกสักหลังหนึ่ง เราใช้เงินไป
มากกว่า 7.5 ล้านดอลลาร์แค่ตอนเริ่มก่อตั้งฮาร์วาร์ดนี่'

เป็นครู่ที่สุภาพสตรีเงียบกริบ ท่านอธิการรู้สึกโล่งอก< /SPAN>
ในที่สุดสามีภรรยาคู่นี้ก็ถูกกำจัดไปได้เสียที

แล้วภรรยาก็หันมาพูดกับสามีเบาๆว่า
' ใช้เงินแค่นั้นเองน่ะหรือในการสร้างมหาวิทยาลัย?
แล้วทำไมเราไม่สร้างของเราเองสักแห่งหนึ่งล่ะ?'
สามีผงกศีรษะ
สีหน้าท่านอธิการเต็มไปด้วยความงงงวยสุดขีด

แล้วนายและนาง ลีแลนด์ สแตนฟอร์ด
ก็เดินทางไปยังพาโลอัลโตในแคลิฟอร์เนีย
ที่ๆพวกเขาก่อตั้งมหาวิทยาลัยภายใต้นามสกุลของครอบครัว
เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ลูกชาย ที่่ฮาร์วาร์ดไม่เคยเห็นคุณค่า ....

เรื่องนี้เป็นประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัย Standford ในสหรัฐฯ
ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังคู่แข่งกับมหาวิทยาลัย Harvard


... อย่าตัดสิ นคนอื่นจากเปลือกนอกเลย..